จากหัวเรื่องนะคับที่ว่าพรีเซนท์เตชั่น3ไฟนอลนั้นก็คือการพรีเซนท์รอบสุดท้ายของวิชาค้นคว้างานวิจัย (Thesis Research) ที่กล่าวไปตั้งแต่ 2ndSTEP แล้ว ที่จะยกเรื่องไฟนอลพรีเซนท์เตชั้นมาก็ไม่มีอะไรมากหรอกคับ แต่ที่สำคัญมันก็คือครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้วตัวผมเองนั้นจากผลคะแนนออกมา 2 ครั้งแรกนั้นผมอยู่ในกลุ่ม "เฝ้าระวัง" คับ กลุ่มนี้มีความพิเศษยังไงมันคือกลุ่มที่มีการกลับตามองเป็นพิเศษคับ เนื่องจากรายวิชานี้นั่นมีวิชาที่ต้องเรียนต่อเนื่องกันอยู่คับเพราะฉะนั้นวิชานี้จึงมีเกณฑ์ผ่านรายวิชาอยู่ที่ C (ประมาณ 60%ของคะแนน) ซึ่งการตัดเกรดนั้นจะอิงที่ระดับคะแนนของของแต่ละห้องคับ โดยในปีการศึกษานี้จะมีทั้งหมด 3 ห้องด้วยกัน โดยส่วนตัวแล้วผมอยู่ห้องที่ 1 และเป็นห้องที่มีผลเฉลี่ยคะแนนต่ำที่สุด (อาจารย์เฮี้ยบที่สุด) เพราะฉะนั้นกลุ่มผมจึงมีการเกาะกลุ่มค่อนข้างเยอะ โดยผมนั้นได้คะแนนอยู่ที่ 62% อยู่ในกลุ่มเฝ้าระวังส่วนคนที่ผ่าน 65% ขึ้นไปก็จะถือว่าปกติ ในห้องผมนั้นยังมีคนที่คะแนนต่ำกว่าผมโดยมีคะแนนอยู่ที่ 51% อยู่โดยจะมีคะแนนมากที่สุดอยู่ที่ 77 % โดยในห้องอื่นๆนั้นคะแนนที่มากที่สุดจะอยู่ที่ราวๆ 82% เพราะฉะนั้นกลุ่มเฝ้าระวังของห้องผมจึงเป็นกลุ่มที่ไม่น่าเสียใจอะไรมากนัก (แต่ก็น่าห่วงนะ)
ในวันนี้ผมก็ไม่ได้จะมาพูดถึงรูปแบบการให้คะแนนหรือการเอาตัวรอดอะไรหรอกนะคับแต่วันนี้ผมจะมาพูดถึงหลังจากจบพรีเซนท์ครั้งนี้ผมจะทำอะไร (อ๊ะ) ก็เริ่มจากตอนนี้เองก็มีพายุหลายลูกพัดเข้าถล่มไทยนะคับไม่เว้นแต่ละวันหลายพื้นที่ก็น้ำท่วม หลายพื้นที่ที่น้ำไม่ท่วมแต่ก็ได้รับผลกระทบต่างๆนาคับ ซึ่งก็น่าเป็นห่วงทีเดียวและไม่ว่าจะเป็นเรื่องสถานการณ์บ้านเมือง สถานการณ์เศรษฐกิจโลก ฯลฯ ก็น่าเป็นห่วงพอๆกัน แต่ผมว่าเราพักเรื่องปวดหัวเหล่านี้มาหาทางออกกันดีกว่าว่าเราจะหาอะไรมาทำมาแก้ให้เรามีควาสุขบ้าง ก็เช่นเดียวกันนะคับหลังจากที่ผมเฝ้าเรียนเพียรศึกษามานานนมผมก็ต้องพักบ้าง โดยในแต่ละปีที่ผ่านมาผมก็มีช่วงเวลาที่ว่างที่แตกต่างกันนะคับ อย่างเช่นการไปออกค่ายกับชมรมต่างๆ การไปเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ (ทั้งธรรมชาติไม่ธรรมชาติ) การหาประสบการณ์ใหม่ๆ แต่ในปีนี้ผมเองกับคิดไม่ออกเลยคับว่าผมอยากจะไปที่ไหนดีเพราะมันมีสิ่งให้ทำตั้งเยอะแยะอย่างแรกที่ผมอยากจะทำตอนนี้ก็คงเป็นไปเดินป่าคับแต่พอดูสภาพเศรษฐกิจแล้วคงยากคับที่จะเดินทางเพราะคำว่าเดินป่าผมมันหมายถึงการลืมโลกลืมเรื่องราวต่างๆในชีวิตไป (ในใจอยากจะไปดอยโมโกจู-อุทยานแห่งชาติแม่วงก์-กำแพงเพรช) แต่เพราะการเดินทางนั้นมันช่างยากลำบากเหลือเกินไหนจะค่าที่พัก ไหนจะค่ารถโดยสาร (กะจะโบกรถไปเลยไม่ห่วง) ผมเลยคิดความคิดดีๆได้คับ ในช่วงเวลาปิดเทอมเล็ก (เล็กจริงๆ) นี้ผมว่าเอาเวลามา "ถ่ายรูป" กันครับ
การถ่ายรูปนั้นก็มีหลากหลายหลากสไตล์นะคับไม่มีข้อจำกัดขอให้ได้ถ่ายมันก็เรียกถ่ายรูปแล้วคับ โดยเมื่อประมาณ 2 อาทิคย์ก่อนผมได้เข้าเลคเชอร์ (Lecture) วิชา "Study Tour" มีบรรยายเรื่องการถ่ายภาพคับโดยการบรรยายนั้นก็มีการบอกเล่าถึงวิธีการถ่ายภาพในแบบต่างๆสไตล์ (Style) ต่างๆกันไป คับแต่มีการถ่ายรูปแบบหนึ่งคับที่ถือว่าเป็นการถ่ายรูปที่มีความดิบความสดบอกเล่าเรื่องราวได้ตรงไปตรงมาไม่จำเป็นต้องมีองค์ประกอบที่ครบถ้วนแต่ขอให้มีรูปแบบที่ต้องการสื่อออกมาได้ก็พอ การถ่ายรูปแบบนั้นมีนิยามว่า "Street Photo" คำนี้ไม่ใช่ว่าให้เราไปถ่ายรูปถนนหรือยังไงนะคับแต่คำนี้เป็นคำเรียกการถ่ายรูปที่เน้นด้วยความเร็วของการถ่ายสิ่งที่ตั้งการสื่อออกมาให้ได้ ไม่จำเป็นต้องตั้งกล้องรอเป็นเวลานาน มือไม่ต้องนิ่งภาพไม่ต้องคมกล้องไม่ต้องแพง ที่สำคัญใครก็ถ่ายได้คับ (นี่เป็นความหมายของคำนี้นะคับยืมมาจากคุณ photo-history253 : http://photohistory253.blogspot.com/2007/10/new-york-school-new-street.html)




