9.15.2551

3rdSTEP:Pass The Presentation 3_Final

สวัสดีคับ (เฮ้อเหนื่อย.....)


จากหัวเรื่องนะคับที่ว่าพรีเซนท์เตชั่น3ไฟนอลนั้นก็คือการพรีเซนท์รอบสุดท้ายของวิชาค้นคว้างานวิจัย (Thesis Research) ที่กล่าวไปตั้งแต่ 2ndSTEP แล้ว ที่จะยกเรื่องไฟนอลพรีเซนท์เตชั้นมาก็ไม่มีอะไรมากหรอกคับ แต่ที่สำคัญมันก็คือครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้วตัวผมเองนั้นจากผลคะแนนออกมา 2 ครั้งแรกนั้นผมอยู่ในกลุ่ม "เฝ้าระวัง" คับ กลุ่มนี้มีความพิเศษยังไงมันคือกลุ่มที่มีการกลับตามองเป็นพิเศษคับ เนื่องจากรายวิชานี้นั่นมีวิชาที่ต้องเรียนต่อเนื่องกันอยู่คับเพราะฉะนั้นวิชานี้จึงมีเกณฑ์ผ่านรายวิชาอยู่ที่ C (ประมาณ 60%ของคะแนน) ซึ่งการตัดเกรดนั้นจะอิงที่ระดับคะแนนของของแต่ละห้องคับ โดยในปีการศึกษานี้จะมีทั้งหมด 3 ห้องด้วยกัน โดยส่วนตัวแล้วผมอยู่ห้องที่ 1 และเป็นห้องที่มีผลเฉลี่ยคะแนนต่ำที่สุด (อาจารย์เฮี้ยบที่สุด) เพราะฉะนั้นกลุ่มผมจึงมีการเกาะกลุ่มค่อนข้างเยอะ โดยผมนั้นได้คะแนนอยู่ที่ 62% อยู่ในกลุ่มเฝ้าระวังส่วนคนที่ผ่าน 65% ขึ้นไปก็จะถือว่าปกติ ในห้องผมนั้นยังมีคนที่คะแนนต่ำกว่าผมโดยมีคะแนนอยู่ที่ 51% อยู่โดยจะมีคะแนนมากที่สุดอยู่ที่ 77 % โดยในห้องอื่นๆนั้นคะแนนที่มากที่สุดจะอยู่ที่ราวๆ 82% เพราะฉะนั้นกลุ่มเฝ้าระวังของห้องผมจึงเป็นกลุ่มที่ไม่น่าเสียใจอะไรมากนัก (แต่ก็น่าห่วงนะ)


ในวันนี้ผมก็ไม่ได้จะมาพูดถึงรูปแบบการให้คะแนนหรือการเอาตัวรอดอะไรหรอกนะคับแต่วันนี้ผมจะมาพูดถึงหลังจากจบพรีเซนท์ครั้งนี้ผมจะทำอะไร (อ๊ะ) ก็เริ่มจากตอนนี้เองก็มีพายุหลายลูกพัดเข้าถล่มไทยนะคับไม่เว้นแต่ละวันหลายพื้นที่ก็น้ำท่วม หลายพื้นที่ที่น้ำไม่ท่วมแต่ก็ได้รับผลกระทบต่างๆนาคับ ซึ่งก็น่าเป็นห่วงทีเดียวและไม่ว่าจะเป็นเรื่องสถานการณ์บ้านเมือง สถานการณ์เศรษฐกิจโลก ฯลฯ ก็น่าเป็นห่วงพอๆกัน แต่ผมว่าเราพักเรื่องปวดหัวเหล่านี้มาหาทางออกกันดีกว่าว่าเราจะหาอะไรมาทำมาแก้ให้เรามีควาสุขบ้าง ก็เช่นเดียวกันนะคับหลังจากที่ผมเฝ้าเรียนเพียรศึกษามานานนมผมก็ต้องพักบ้าง โดยในแต่ละปีที่ผ่านมาผมก็มีช่วงเวลาที่ว่างที่แตกต่างกันนะคับ อย่างเช่นการไปออกค่ายกับชมรมต่างๆ การไปเที่ยวสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ (ทั้งธรรมชาติไม่ธรรมชาติ) การหาประสบการณ์ใหม่ๆ แต่ในปีนี้ผมเองกับคิดไม่ออกเลยคับว่าผมอยากจะไปที่ไหนดีเพราะมันมีสิ่งให้ทำตั้งเยอะแยะอย่างแรกที่ผมอยากจะทำตอนนี้ก็คงเป็นไปเดินป่าคับแต่พอดูสภาพเศรษฐกิจแล้วคงยากคับที่จะเดินทางเพราะคำว่าเดินป่าผมมันหมายถึงการลืมโลกลืมเรื่องราวต่างๆในชีวิตไป (ในใจอยากจะไปดอยโมโกจู-อุทยานแห่งชาติแม่วงก์-กำแพงเพรช) แต่เพราะการเดินทางนั้นมันช่างยากลำบากเหลือเกินไหนจะค่าที่พัก ไหนจะค่ารถโดยสาร (กะจะโบกรถไปเลยไม่ห่วง) ผมเลยคิดความคิดดีๆได้คับ ในช่วงเวลาปิดเทอมเล็ก (เล็กจริงๆ) นี้ผมว่าเอาเวลามา "ถ่ายรูป" กันครับ


การถ่ายรูปนั้นก็มีหลากหลายหลากสไตล์นะคับไม่มีข้อจำกัดขอให้ได้ถ่ายมันก็เรียกถ่ายรูปแล้วคับ โดยเมื่อประมาณ 2 อาทิคย์ก่อนผมได้เข้าเลคเชอร์ (Lecture) วิชา "Study Tour" มีบรรยายเรื่องการถ่ายภาพคับโดยการบรรยายนั้นก็มีการบอกเล่าถึงวิธีการถ่ายภาพในแบบต่างๆสไตล์ (Style) ต่างๆกันไป คับแต่มีการถ่ายรูปแบบหนึ่งคับที่ถือว่าเป็นการถ่ายรูปที่มีความดิบความสดบอกเล่าเรื่องราวได้ตรงไปตรงมาไม่จำเป็นต้องมีองค์ประกอบที่ครบถ้วนแต่ขอให้มีรูปแบบที่ต้องการสื่อออกมาได้ก็พอ การถ่ายรูปแบบนั้นมีนิยามว่า "Street Photo" คำนี้ไม่ใช่ว่าให้เราไปถ่ายรูปถนนหรือยังไงนะคับแต่คำนี้เป็นคำเรียกการถ่ายรูปที่เน้นด้วยความเร็วของการถ่ายสิ่งที่ตั้งการสื่อออกมาให้ได้ ไม่จำเป็นต้องตั้งกล้องรอเป็นเวลานาน มือไม่ต้องนิ่งภาพไม่ต้องคมกล้องไม่ต้องแพง ที่สำคัญใครก็ถ่ายได้คับ (นี่เป็นความหมายของคำนี้นะคับยืมมาจากคุณ photo-history253 : http://photohistory253.blogspot.com/2007/10/new-york-school-new-street.html)

ในการถ่ายภาพนั้นเราไม่ต้องไปสถานที่ไกลๆไม่ต้องถ่ายสิ่งใหม่แต่เราต้องมีมุมมองที่แลปกใหม่และสดเสมอโดยในเวลาว่างหลังส่งไฟนอลพรีเซนท์เตชั่นรอบนี้ผมคงจะต้องขอแนวกับเขามั่ง (ผมว่าพวกช่างกล้องนี่เท่ห์ดีคับ) ผมคิดว่าจะถ่ายในบริเวณของมหาวิทยาลัยนี่ล่ะคับโดยการถ่ายคงเป็นดการถ่ายที่หามุมมองที่แปลกตาส่วยๆ มาให้ชมกันยังไงก็รอติดตามกันนะคับ (แล้วใครจะมาอ่านของมึงว่ะ) สุดท้ายนี้ผมก็ขอฝากอะไรไว้เล็กๆน้อยๆนะคับว่า...... "ลำปางหนาวมาก" ! (กด Ctrl+A)

9.14.2551

2nd STEP : Thesis Research

สวัสดีคับ




รายวิชาที่ชื่อว่า Thesis Research นั้นถ้าแปลเป็นไทยจะแปลว่า "วิชาค้นคว้าข้อมูลวิจัย" สืบเนื่องโดยชั้นปีสุดท้ายของการเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ฯ นั้นจะต้องมีการให้นิสิตที่เรียนสาขานี้ได้มีการทำวิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวกับงานสถาปัตยกรรม โดยวิทยานิพนธ์นี้จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอนคือ 1.ภาคข้อมูล 2.ภาคออกแบบ โดยจะแบ่งเป็นเทอมละ 1 ภาคโดยระยะเวลาการทำวิทยานิพนธ์จะอยู่ในช่วง 1 ปีที่เรียนศึกษาในชั้นปีสุดท้ายแต่นิสิตเองก็มีความจำเป็นที่จะต้องผ่านรายวิชาที่บังคับขึ้นมาก่อน (ในส่วนของรายวิชาที่บังคับจะไม่ขอกล่าวถึง) จึงจะสามารถลงเรียนวิชา Thesis Research นี้ได้


ในเนื้อหาของรายวิชา Thesis Research นั้นจะเป็นเรื่องของการเก็บข้อมูลเพื่อนำมาสนับสนุนโครงการที่จะทำการออกแบบ โดยข้อมูลที่จะนำมาเสริมโครงการนั้นจะมีจุดประสงต์หลักๆอยู่ 4 ข้อคือ เรื่องความเป็นไปได้ของโครงการ เรื่องความเป็นมาของโครงการ เรื่ององค์ประกอบโครงการ เรื่องขอบเขตของโครงการ โดยในภาคข้อมูลนั้นการหาข้อมูลของแต่ละโครงการที่เสนอขึ้นในการทำวิทยานิพนธ์นั้นจะมีรูปแบบที่ต่างกัน ในปัจจุบันนั้นมีนิสิตชั้นปีสุดท้ายของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ฯ ที่มีสิทธิทำวิทยานิพนธ์อยู่ประมาณ 40 คน แต่มีการส่งหัวข้อวิทยานิพนธ์ประมาณ 38 โครงการและหลังจากผ่านการนำเสนอภาคข้อมูลครั้งที่ 2 แล้ว มีผู้ที่คะแนนอยู่ในเกณฑ์ต่ำอยู่ถึง 8 คนด้วยกัน โดยในกลุ่มนี้เองคณะกรรมการได้ให้ความเห็นว่าควรไปพักการเรียนในรายวิชานี้ (Drop) แต่ก็ยังมีบางส่วนที่พร้อมที่จะสู้หรือวัดดวงในการนำเสนอครั้งสุดท้ายอยู่ (การนำเสนอมีทั้งหมด 3 ครั้ง)



ในการนำเสนอภาคข้อมูลครั้งที่ 3 นั้นจะมีกหัวข้อในการนำเสนอดังนี้1.หัวข้อเรื่องการวิเคราะห์ที่ตั้งโครงการ2.หัวข้อเรื่องแนวคิดโครงการในหัวข้อที่ 2 นั้นจะแบ่งออกเป็นหลายๆส่วนตามแต่ละโครงการเช่น แนวความคิดด้านความสัมพันธ์ของพื้นที่ใช้สอย แนวความคิดด้านการวางผังโครงการ แนวความตคิดด้านพื้นที่สัญจรโครงการ ซึ่งในส่วนนี้จะมีความยากง่ายที่ต่างกันอยู่อย่างเช่นบางโครงการนั้นพื้นที่ตั้งเป็นพื้นที่ราบไม่มีองค์ประกอบเยอะนักก็จะเบาในส่วนนี้หน่อยแต่ในบางโครงการที่ที่ตั้งนั้นมีผลต่อพื้นที่โดยรอบการวิเคราะห์ก็จะยากขึ้นมาอีกขั้นแต่ในบล๊อกของวันนี้จะพูดถึงเรื่อง "แนวความคิดในการออกแบบวางผังโครงการ"



สืบเนื่องจากเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว (วันที่ 10 กันยายน 2551) ตัวผมได้เข้าเรียนวิชาที่ชื่อว่าวิชาสัมมนาโดยจุดประสงค์ของวิชานี้จะให้นิสิตคิดหัวข้อขึ้นมาสัมมนาโดยจะมีจุดประสงค์ที่เกี่ยวข้องกับงานสถาปัตยกรรม โดยในวันนั้นเพื่อในชั้นได้นำเรื่องของแนวความคิดในการออกแบบสถาปัตยกรรมแบบ De-Construction (การคิดแนวทางการออกแบบสถาปัตยกรรมแบบใหม่ๆ) ขึ้นมาพูดจากนั้นการถกเถียงก็ลามออกไปจนหัวข้อนั้นก็กลายเป็นหัวข้อที่ชื่อว่า "สถาปัตยกรรมควรจะมีแนวความคิดหรือไม่" โดยในการถกเถียงครั้งนี้อาจารย์ผู้สอนท่านหนึ่งได้กล่าวว่า "ผมคิดว่างานสถาปัตยกรรมนั้นไม่จำเป็นต้องมีแนวความคิดอะไรก็ได้เพราะคำว่าแนวความคิดนั้นมันเหมือนเป็นคำที่เอามาให้คนในกลุ่มเดียวกัน[ในเวลานั้นคือสถาปนิก]มาพูดอวดอ้างกันเฉยๆ ผมเลยคิดว่าคำว่าแนวความคิดมันทำให้เราอยู่เหนือกว่าลูกค้าเหนือกว่าทุกคนเพราะคนที่อาศัยในสถาปัตยกรรม[ยกตัวอย่างเช่น บ้าน]ไม่มีทางรู้หรอกว่าเราจะสื่ออะไร" หลังจากนั้นอาจารย์ก็ถามขึ้นอีกว่าแล้วทำไมจึงต้องมีแนวความคิด ผมก็เลยตอบออกไปว่า "แนวความคิดมันใช้เป็นตัวกำหนดกรอบของอาคารคับ ทำให้การดีไซจ์อาคารนั้นมีข้อกำจัดเรื่องรูปแบบ" ผมคิดว่าผมพูดถูกนะคับ อาจารย์ก็พูดตอบออกมาว่ามันถูกแต่ไม่ทั้งหมดยังไงคำว่าแนวความคิดมันก็คือลักษณะที่คนออกแบบต้องการเห็นเป็นอยู่ดีมันไม่ใช่ประโยชน์ของผู้ใช้งาน แล้วอาจารย์ก็ถามขึ้นอีกว่าแล้วคุณคิดว่าอาคารแบบไหนควรจะมีแนวความคิดมาประกอบ (นี่ล่ะคับเข้าทางผมเลย) ผมก็ตอบไปว่า "อาคารทางศาสนาคับ" อาจารย์บอกว่า "นั่นล่ะคือสิ่งที่เรียกว่าต้องมีแนวความคิด" เพราะอะไรนั่นเหรอคับเพราะว่าอาคารทางศาสนานั้นมีรูปแบบของการออกแบบที่เฉพาะเจาะจง โดยจะมีรูปแบบ (Order) ของมันอยู่







ขอกลับมาเรื่องที่จะพูดคับ โดยที่ผมพูดว่าเข้าทางผมเลยเพราะตัวผมนั้นทำหัวข้อวิทยานิพนธ์คือ โครงการพุทธมณฑล จังหวัดอุบลราชธานี ขอเกริ่นเล็กๆนะคับพุทธมณฑลนี่ไม่ใช่วัดนะคับแต่เป็นสถานที่ที่สร้างไว้โดยมีจุดประสงค์เพื่อเป็นที่สำหรับทำกิจกรรมทางพุทธศาสนาของประชาชนคับ ถ้าหัวข้อของการออกแบบในวิทยานิพนธ์ของผมเป็นวัด ผมคงไม่เดือดร้อนอะไรคับเพราะวัดมีรูปแบบของวัดอยู่แล้ว แต่นี่เป็นสถานที่เพื่อประชาชนเลยต้องมีการหาแนวความคิดมาซัพพอร์ทกันเยอะหน่อย โดยเรื่องสำคัญเรื่องนึงก็คงเป็นรูปแบบของแนวความคิดในการวางผัง โดยในปัจจุบันทั่วประเทศไทยมีพุทธมณฑลที่ตั้งใจสร้างอยู่ 1 แห่งแต่ถ้ารวมโรงการที่กำลังก่อสร้างถ้าสร้างเสร็จจะมีทั้งหมด 5 แห่ง โดย 1 แห่งที่มีอยู่แล้วนั้นคือ พุทธมณฑลจังหวัดนครปฐม และมีพุทธมณฑลที่ได้รับฉายาและการสถาปนาขึ้นในเป็นพุทธมณฑลอยู่ 1 แห่ง คือ พุทธมณฑลแห่งอีสานนาดูน จังหวัดมหาสารคาม โดยในส่วนของพุทธมณฑลนครปฐมนั้นจะมีแนวความคิดในการออกแบบคือ "พุทธคติ" แต่ในส่วนของพุทธมณฑลนาดูนจะมีแนวความคิดการวางผังคือ "จักรวาล" ที่ยกตัวอย่างมาจะเห็นว่าการออกแบบวางผังของพุทธมณฑลนั้นมีรูปแบบที่ต่างกันอยู่ ทีนี้ผมลองมาดูพุทธมณฑลที่ผมกำลังจะออกแบบบ้างผมก็ติดถึงพุทธศาสนาทั้งในเชิงหลักคำสอนและปรัชญาการเปรียบเทียบ ผมเองก็ค้นพบว่ามันมีเรื่องเป็น 100 หัวข้อให้ผมศึกษามันยก็ยากนะคับที่จะเลอกมาสักอันหนึ่ง ผมเองก็ได้ศึกษาจาดสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอิยเตอร์เนท หนังสือธรรม บันทึกการแสดงธรรมเทศนา และอื่นๆ โดยล่าสุดผมก็ได้ศึกษาจากการ์ตูนด้วยคับการ์ตูนนี้มีชื่อเรื่องว่า "THE BUDDHA" หรือชื่อไทยว่า "พระพุทธเจ้า" หลังจากดูจบผมก็จับหลักได้ทันทีคับ (เพราะว่าการ์ตูนเองมีการนำใจความสำคัญเข้ามากล่าวไว้ทั้งหมด) ว่าพระพุทธเจ้าสอนเราให้เชื่อธรรม ธรรมนั้นก็คือธรรมชาติโดยในเรื่องมีการยกเรื่องของ "มรรค8" ถ้าใครที่พอมีความรู้เรื่องธรรมะอยู่แล้วจะรู้ว่ามันก็คือหลักของ "ไตรสิกขา" (ศิล สมาธิ ปัญญา) ผมก็มีแนวความคิดว่าจะนำหลักของไตรสิกขามาประยุกต์และตีความให้เข้ากับการออกแบบวางผังของพุทธมณฑล อุบลราชธานีในวิทยานิพนธ์ครั้งนี้ด้วย โดยจะมีการตีความอย่างไรเดี๋ยวครั้งต่อไปจะนำมาเสนอคับตอนนี้ขอเวลาไปทำงานแล้วนะคับ




ปล.ผมว่าแล้วการทำบล๊อกนี่มันสนุกคับเป็นเหมือนการทิ้งจดหมายให้ตัวเองอ่าน(เหอะๆ)